หน้าเว็บ

Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของ "ไอซ์แลนด์"พื้นดินสีเขียวแม่น้ำสีเหลืองทองหาดทรายสีดำน้ำทะเลสีฟ้า

มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของ "ไอซ์แลนด์"พื้นดินสีเขียวแม่น้ำสีเหลืองทองหาดทรายสีดำน้ำทะเลสีฟ้า

มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของ "ไอซ์แลนด์"

🟢พื้นดินสีเขียว🟡แม่น้ำสีเหลืองทอง

⚫️หาดทรายสีดำ 🔵น้ำทะเลสีฟ้า

เป็นประเทศที่มีภูมิทัศน์หลากหลายและน่าทึ่งอย่างยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง" ความหลากหลายนี้เป็นผลมาจากตำแหน่งทางธรณีวิทยาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งตั้งอยู่บน แนวเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ที่เป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียและอเมริกาเหนือที่กำลังเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน และยังตั้งอยู่บน จุดร้อนไอซ์แลนด์ (Icelandic Hotspot) ที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนมหาศาลจากใต้พื้นโลก

🟢 พื้นดินสีเขียวสดใสที่เห็นในภาพเป็นลักษณะทั่วไปของภูมิทัศน์ในไอซ์แลนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ความเขียวขจีนี้เกิดจากพืชพรรณมอสและหญ้าที่เติบโตปกคลุมลาวาและดินภูเขาไฟที่เย็นตัวลงแล้ว ซึ่งดินเหล่านี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

🟡​ แม่น้ำที่มีสีเหลืองทองอร่ามเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในไอซ์แลนด์ สีที่โดดเด่นนี้มักเกิดจากตะกอนแร่ธาตุที่ถูกชะล้างมาจากธารน้ำแข็งและภูเขาไฟ ตัวอย่างเช่น ธารน้ำแข็งที่ละลายจะพัดพาเอาตะกอนหินภูเขาไฟที่มีแร่ธาตุต่างๆ มาด้วย ซึ่งเมื่อสะสมอยู่ในน้ำก็จะทำให้เกิดสีสันที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งอาจเป็นสีเหลือง ทอง หรือแม้กระทั่งสีเทาอ่อน ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุและปริมาณของตะกอน

⚫️​ หาดทรายสีดำสนิทเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของไอซ์แลนด์ หาดทรายเหล่านี้เกิดจากการผุกร่อนของหินภูเขาไฟบะซอลต์ ซึ่งเป็นหินอัคนีสีดำที่มีกำเนิดมาจากการปะทุของภูเขาไฟ เศษหินเหล่านี้ถูกคลื่นทะเลพัดพาและกัดเซาะจนกลายเป็นเม็ดทรายสีดำละเอียด

🔵​ น้ำทะเลสีฟ้าครามที่ตัดกับหาดทรายสีดำเป็นภาพที่สวยงามและสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน สีของน้ำทะเลในไอซ์แลนด์โดยทั่วไปมักจะเป็นสีฟ้าเข้มหรือสีฟ้าอมเขียว ซึ่งเกิดจากการสะท้อนแสงอาทิตย์กับน้ำที่ใสสะอาดและลึก รวมถึงการมีแพลงก์ตอนและแร่ธาตุบางชนิดในน้ำทะเล

​ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของไอซ์แลนด์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมของภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง และกระบวนการทางธรรมชาติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมานับล้านปี

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ความลับทางลาดพิศวง สเตรนจ์สโลป ดังในจีน ที่ทำให้คุณรู้สึกสวนทางกับแรงโน้มถ่วงโลก


ความลับทางลาดพิศวง สเตรนจ์สโลป ดังในจีน ที่ทำให้คุณรู้สึกสวนทางกับแรงโน้มถ่วงโลก

ตามกฎฟิสิกส์ทั่วไป ความโน้มถ่วงจะพาตัวคุณที่มีน้ำหนักลงไปสู่พื้น เมื่อคุณพบทางที่ลาดชันลงไปแน่นอนว่ามันจะพาคุณให้ไหลลงไปตามทางลาดนั้น และในทางกลับกันทางที่ลาดชันขึ้นไปจะทำให้คุณต้องออกแรงในการเดินขึ้นซึ่งเป็นสามัญ สำนึกหรือเป็นทฤษฎีที่ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่แล้ว


แต่สำหรับจุดชมวิวที่ชื่อว่า สเตรนจ์สโลป (Strange Slope) ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเหมาซาน ใกล้กับเมืองเสิ่นหยาง ถือเป็น 1 ใน 8 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของมณฑลเหลียวหนิงในประเทศจีน เนื่องจากทางลาดของที่นี่ทำให้สิ่งของต่าง ๆ กลิ้งขึ้นเนินแทนที่จะลงเนิน

ทางลาดดังกล่าวถูกค้นพบในปี 1990 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งได้จอดรถบนพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเขาเอาเท้าออกจากเบรกก็สังเกตว่ารถของเขาค่อย ๆ แล่นขึ้นเนินไปจนสุดทาง


คำบอกเล่าของตำรวจรายนี้ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และไม่นานนักผู้คนจากทั่วประเทศหรือแม้แต่จากต่างประเทศก็เดินทางมาพิสูจน์ความแปลกประหลาดของทางลาดที่ท้าทายแรงโน้มถ่วงนี้ด้วยตัวเอง


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปรับปรุงทัศนยภาพทางลาดแห่งนี้ใหม่ มีการสร้างถนนแยกสำหรับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ และสเตรนจ์สโลปก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในมณฑลเหลียวหนิง

เสน่ห์ของสเตรนจ์สโลปคือการท้าทายแรงโน้มถ่วงที่สังเกตได้อย่างชัดเจน ยานพาหนะใด ๆ ก็ตามที่อยู่บนทางลาดที่สูงกว่าจะไม่ไหลลงไปสู่ข้างล่าง ในขณะที่ยานพาหนะที่อยู่ด้านล่างจะค่อย ๆ ไหลขึ้นข้างบนอย่างน่าอัศจรรย์

เช่นเดียวกับนักปั่นจักรยานที่ต้องออกแรงปั่นลงเนิน ในขณะที่การปั่นขึ้นเนินกลับทำได้อย่างง่ายดาย

แน่นอนว่าทางลาดประหลาดแห่งนี้ไม่ได้ดึงดูดแค่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มันยังดึงดูดนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากอีกด้วย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีหลากหลายนทฤษฎีที่พยายามอธิบายเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้

Happy shoppee here
สร้างสรรค์ อิสระเสรีภาพ 
รวบรวมค้นหาสินค้าดีๆเพื่อคุณ


ซึ่งทฤษฎีส่วนใหญ่ที่ผู้คนเชื่อมากที่สุดก็คือการมีอยู่ของสนามแม่เหล็กที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ และอีกทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ มันเกิดจากภาพลวงตา

แล้วคุณคิดว่ามันเกิดจากอะไรหรอครับทางลาดพิศวงต้านแรงโน้มถ่วงของโลก


นั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มตรวจสอบสนามแม่เหล็กบนพื้นที่ดังกล่าวและพบว่าไม่มีสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้นทฤษฎีภาพลวงตาจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด

พูดง่าย ๆ ก็คือ ดวงตาของคุณกำลังหลอกคุณอยู่ ทางลาดขึ้นเนินที่เห็นจริง ๆ แล้วมันคือทางลาดลงเนิน

เพื่อให้เข้าใจภาพลวงตาที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น คุณต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นที่รอบ ๆ สเตรนจ์สโลปเป็นทางลงเขาขนาดใหญ่ ในขณะที่พื้นที่ของสเตรนจ์สโลปคือทางลาดขึ้นที่มีความยาว 80 เมตรและกว้าง 15 เมตร

ดวงตาของคุณจึงไม่สามารถแยกความแตกต่างของระดับพื้นได้และมองว่า สเตรนจ์สโลปคือส่วนหนึ่งของทางลาดลงเขา

เนื่องจากสเตรนจ์สโลปคือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองเสิ่นหยาง ดังนั้นความลึกลับของมันที่ยังคงไม่ถูกไขอย่างเป็นทางการก็ยังทำให้สถานที่แห่งนี้มีความน่าสนใจอยู่เสมอ และส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมืองมาอย่างยาวนาน

แปลกมากๆเลยนะครับกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้สเตรนจ์สโลป

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567

นกอินทรีฮาร์ปีนกอินทรีย์กงเล็บที่มีกรงเล็บส่งพลังแหลมคมและเป็นนกที่ใหญ่ที่สุดในโลก


นกอินทรีฮาร์ปีนกอินทรีย์กงเล็บที่มีกรงเล็บทรงพลังแหลมคมและเป็นนกที่ใหญ่ที่สุดในโลก



ดูจากในภาพแล้วนกอินทรีย์ชนิดนี้มันไม่เหมือนนกอินทรีย์เลยมันคล้ายๆกับคนใส่หัวนกมากกว่าเพราะตัวนกอินทรีย์ฮาร์ปีตัวนี้มีรูปร่างแปลกประหลาดและหน้าตาคล้ายๆกับพวกปีศาจมากกว่า บวกผสมกับกรงเล็บที่ใหญ่โตแหลมคมของมันทำให้มันดูเป็นนกที่นากลัวเหมือนกับพวกซาตานยังไงยังไง

เป็นนกที่สวยงาม หรือที่รู้จักกันในชื่อนกอินทรีฮาร์ปีอเมริกัน เป็นนกล่าเหยื่อที่ใหญ่ที่สุด และทรงพลังที่สุดที่พบในป่าฝน นกขนาดมหึมานี้ อาจมีน้ำหนักตั้งแต่ 8.5 ถึง 20 ปอนด์ และมีปีกที่ยาวเกือบ 7 ฟุต


นกอินทรีฮาร์ปีเป็นนกล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่และมีพลังมากที่สุดในทวีปอเมริกา และมีขนาดใหญ่ที่สุดท่ามกลางสายพันธุ์อินทรีที่ยังมีอยู่ในโลก โดยปกติแล้วอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อนทางตอนใต้ ในระดับที่สูงกว่าชั้นของร่มไม้ (canopy layer) การทำลายที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติทำให้เห็นการสูญหายของนกชนิดนี้ในหลาย ๆ ส่วนของขอบเขตที่อยู่เดิมของมัน และเกือบที่จะถูกทำลายจนหมดสิ้นในทวีปอเมริกากลาง ในประเทศบราซิล นกอินทรีฮาร์ปียังเป็นที่รู้จักในฐานะเหยี่ยวหลวง (โปรตุเกส: gavião-real; royal-hawk)

นกอินทรีฮาร์ปีเป็นนกประจำชาติปานามาและปรากฏในตราแผ่นดินปานามา


นกชนิดนี้ปรากฏในหน้าหลังของธนบัตร 2,000 โบลิบาร์เวเนซุเอลา

นกอินทรีฮาร์ปีเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Fawkes the Phoenix ในภาพยนตร์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์และมีการใช้นกอินทรีฮาร์ปีในการแสดงเป็นนกอินทรีฮาร์ปีที่สูญพันธุ์ในรายการMonsters We Metของบีบีซี


บางครั้ง คนที่เห็นมันครั้งแรกคิดว่า เป็นคนที่แต่งตัวด้วยชุดคอสตูม


วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Muruntauหนึ่งในเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก


🌐Muruntauหนึ่งในเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

🪙วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เราจะมานำเสนอเรื่องมากที่สุดในโลก ใหญ่ที่สุดในโลก ยาวที่สุดในโลก 

แต่ครั้งนี้เราจะนำเสนอในมุมมองของเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกรับรองได้ว่าคนที่ชอบทองคำคงจะตาหูเหลือกเลยนะครับ


ถ้าจะพูดถึงทองคำนะครับใครๆก็อยากจะได้นะครับเพราะว่ามันเป็นอะไรที่มีค่าราคามากที่สุดสำหรับมนุษย์

มนุษย์ตั้งสมมติฐานราคาค่าของวัตถุสิ่งนี้ขึ้นมาก็คิดว่ามันมีความสำคัญ ทองคำมันก็คือวัตถุแร่ธาตุชนิดหนึ่งเท่านั้นเองทุกสิ่งทุกอย่างมนุษย์ต่างหากสมมุติขึ้นให้ให้ความสำคัญครับมันเลยมีการเพิ่มราคา ทองคำครับ


เหมืองทองคำ Muruntau ตั้งอยู่ในทะเลทรายอันแห้งแร้งของเมือง Kyzyl Kum เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1967 จนถึงปัจจุบัน เป็นเหมืองเปิดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมีความลึก1,900 ฟุต เป็นอันดับ 5 ของเหมืองที่ลึกที่สุดในโลก นอกจากขุดทองแล้ว Muruntau ยังเป็นแหล่งแร่พลอยเทอร์คอยซ์ที่สำคัญอีกด้วย คาดการณ์กันไว้ว่า เหมืองแห่งนี้จะมีแร่ 2,500 – 5,300 ตันเลยทีเดียววันนี้เหมือง Muruntau ผลิตทองคำได้มากกว่า 60 ตันต่อปี 

Muruntau เหมืองทองคำ
แห่งประเทศอุซเบกิสถาน ถูกค้นพบเมื่อปี 1958 ในทะเลทรายอันแห้งแร้ง Kyzyl Kum โดยเริ่มทำการขุดเหมืองแร่เมื่อปี 1967 จนมาถึงปัจจุบัน


โดยมีเหมืองเปิดขนาดใหญ่ ที่มีความลึกมากถึง 1,900 ฟุต โดยติดอันดับที่ 5 ของเหมืองที่ลึกที่สุดในโลก และยังเป็นแหล่งแร่พลอยได้จากเทอร์คอยซ์อีกด้วย พร้อมทั้งคาดการณ์กันไว้ว่า เหมืองแห่งนี้จะมีแร่ 2,500 – 5,300 ตันเลยทีเดียว

เป็นยังไงบ้างครับทองคำมากมายมหาศาลร่ำรวยล้นฟ้าสุดท้ายแล้วมันก็แค่วัตถุชิ้นหนึ่งแร่ธาตุอย่างหนึ่งที่มนุษย์ไปตั้งค่าตั้งราคาให้มันเอง

ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินก้อนกรวดถ้าไปตั้งราคาตั้งค่าให้มันมันก็ไม่ต่างจากทองคำที่มีค่ามหาศาลนั่นเอง



ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือสิ่งสมมุติทั้งนั้น แม้แต่...แป๊ะตาปิดเจ้าสัวรวยแสนล้านมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลสุดท้ายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเมื่อถึงเวลาจากโลกนี้ไป....เงินทองที่หามาได้ก็คือสิ่งสมมุติแล้วมันก็ไร้ค่า ถ้าไม่ให้ค่าราคามันวัตถุสิ่งของมีค่าเงินทองมากมายก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนหินก้อนกรวดหรือเศษกระดาษเท่านั้นเอง...
แป๊ะตาปิด

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พบฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานโบราณใต้น้ำคล้าย "มังกร" อายุเก่าแก่ 240 ล้านปีมีแขนขาเหมือนตีนกบ และคอของมันมีความยาวกว่าลำตัว


พบฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานโบราณใต้น้ำคล้าย "มังกร" อายุเก่าแก่ 240 ล้านปีมีแขนขาเหมือนตีนกบ และคอของมันมีความยาวกว่าลำตัว


โลกยุคดึกดำบรรพ์มีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมายและเราก็ไม่รู้ว่าสัตว์ต่างๆที่แปลกประหลาดเหลือแต่ซากเหลือแต่ซี่โครงเหลือแต่กระดูกนอนขดตัวใต้น้ำ
มันคือตัวอะไรกันแน่แต่ก็สันนิษฐานว่ามันเป็นสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งที่มีร่างกายแปลกประหลาด มีแขนขาเหมือนตีนกบตีนเขียดตีนอึ่งอ่าง   และคอของมันมีความยาวกว่าลำตัว แค่นี้ก็น่าจะจินตนาการได้แล้วว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดแน่นอน


การค้นพบเกิดขึ้นเมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์ในสกอตแลนด์ ได้เปิดเผยการค้นพบซากฟอสซิลของสัตว์เลื้อยคลานในน้ำขนาด 5 เมตร ที่มีอยู่อายุเก่าแก่ถึง 240 ล้านปี ในยุคไทรแอสสิก (Triassic) โดยสัตว์เลื้อยคลานโบราณตัวนี้ได้รับการขนานนามว่า "มังกร" เนื่องจากลักษณะของคอที่มีความยาวอย่างมาก


สัตว์เลื้อยคลานโบราณที่อาศัยอยู่ในน้ำตัวนี้ มีชื่อว่า ไดโนเซฟาโลซอรัส โอเรียนทัลลิส (Dinocephalosaurus orientalis) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2003

ฟอสซิลดังกล่าว ถูกค้นพบในแหล่งหินปูนโบราณทางตอนใต้ของจีน ฟอสซิลใหม่ที่น่าทึ่งนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเห็นกายวิภาคของสัตว์โบราณแปลกประหลาดในยุคก่อนประวัติศาสตร์

ดร.นิก เฟรเซอร์ จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยผู้ศึกษาซากฟอสซิล เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์แบบเต็มตัวของสัตว์ที่เขาอธิบายว่าคือ "สัตว์ที่แปลกประหลาดอย่างมาก"


"มันมีแขนขาเหมือนตีนกบ และคอของมันมีความยาวกว่าลำตัวและหางรวมกัน" ดร.เฟรเซอร์ ระบุ


เราก็ลองดูแล้วคิดดูเอาเองว่าสัตว์ประหลาดคอยาวตีนกบตัวนี้จะเป็นอะไรกันแน่บางคนพูดวกไปวนมาบางคนก็บอกว่าเป็นมังกร แต่จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ปริศนาชวนพิศวง เสาหินโอเบลิสก์ แห่งอัสวาน Unfinished Obelisk เสาหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ปริศนาชวนพิศวง เสาหินโอเบลิสก์ แห่งอัสวาน Unfinished Obelisk เสาหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อะไรๆที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนี่ยนะมันก็ต้องเกี่ยวกับพวกอียิปต์โบราณอารยธรรมมายาอะไรต่างๆนานาในสมัยโบราณเขามีวิธีการก่อสร้างอย่างไรเรายังไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้แต่ยอมรับเลยว่าพีระมิด หรือรูปปั้นแกะสลักหินโบราณใหญ่โตมโหฬารนะน่ะน่ะมันเป็นภูมิปัญญาและความสามารถของคนที่สามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้แต่วันนี้เราจะมานำเสนอความใหญ่โตอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นคือเสาหินโอเบลิสก์ แห่งอัสวาน Unfinished Obelisk เสาหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ความใหญ่โตของมันเสาหินต้นเนี้ยสูงใหญ่ขนาดไหนเราก็เข้ามาดูรายละเอียดแล้วก็พิจารณาแล้วก็ลองจินตนาการเอาก็แล้วกันนะครับ

แต่จะสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่บางทีคนสร้างคนทำอาจจะไม่มีความสำคัญเลยก็ได้ก็สร้างมาแล้วก็กองทิ้งไว้แบบนี้นี่เองถึงแม้จะใหญ่โตมโหฬารก็จริง

🇪🇬เสาหินโอเบลิสก์
เสาหินที่ถูกค้นพบนี้ควรจะเป็นเสาหินที่สูงที่สุดใหญ่ที่สุดในยุคอียิปต์โบราณ.น่าเสียดายที่เสาแท่งนี้ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะมีรอยแตก.ถูกสร้างขึ้นและถูกทอดทิ้งในรัชสมัยของฟาโรห์แฮตเชปซุตในศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตกาล

 จุดประสงค์เพื่อไปตั้งอยู่แทนที่เสาหินเดิมที่ด้านหน้ามหาวิหารคาร์นัค.เสาหินนี้น่าจะมีอายุผ่านมากว่า 3,500 ปี.

“โอเบลิสก์ (Obelisk)” มีความหมายตรงตัวว่าเสาปลายแหลม การสร้างเสาหินโอเบลิสก์นั้นสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยเทพรา (Ra) เทพเจ้าสูงสุดของอียิปต์ นิยมสร้างตั้งอยู่บริเวณที่เป็นทางเข้าวิหารเทพเจ้า ส่วนตัวอักษรโบราณ “เฮียโรกลิฟฟิค” ที่สลักรอบๆ เสานั้นจะบอกเล่าเรื่องราวของฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า

เสาหินโอเบลิสก์ที่มีความงดงาม และเป็นที่รู้จัก ได้แก่ โอเบลิสก์แห่งวิหารลักซอร์ ประเทศอียิปต์ โอเบลิสก์แห่งปลาซเดอลาคองคอร์ด (Place de la Concorde) กรุงปารีส หรือโอเบลิสก์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) แห่งกรุงโรม เป็นต้น 

ซึ่งเสาเหล่านี้ส่วนมากก็ถูกจักรวรรดิโรมันโยกย้ายออกมาจากอียิปต์ในช่วงที่อียิปต์เสื่อมอำนาจ

เสาโอเบลิสก์ที่มีความสูงที่สุดในโลกนั้น เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) ความสูง 105.6 ฟุต หนัก 455 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ลานจัตุรัสหน้า Lateran Basilica กรุงโรม ประเทศอิตาลี

น้อยคนนักที่จะรู้ว่ายังมีเสาหินอีกหนึ่งต้นที่หากสร้างสำเร็จล่ะก็ มันจะกลายเป็นเสาหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกในทันที นั่นคือ “Unfinished obelisk” ของพระนางฮัตเซปซุต (Hatshepsut) (ปี 1508–1458 ก่อนคริสตกาล) ฟาโรห์หญิงองค์แรกแห่งอียิปต์ เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์ราช ณ เมืองอัสวาน (Aswan) ห่างจากเมืองไคโรไปทางตอนใต้ ประมาณ 680 กิโลเมตร


Unfinished obelisk นั้นแกะสลักทั้งต้นออกจากเหมืองหินแกรนิต แต่ระหว่างการก่อสร้างนั้นเกิดมีรอยร้าวขึ้น ช่างแกะสลักจึงเลิกล้มโครงการ และทิ้งมันไว้เช่นนั้น ซึ่งน่าเสียดายว่าหากไม่ร้าวเสียก่อนเราก็จะได้เสาโอเบลิสก์ที่สูงที่สุดในโลกถึง 137 ฟุต (42 เมตร) หนัก 1,168 ตัน แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ทิ้งไว้ก็ทำให้นักโบราณคดีรุ่นหลังมีโอกาสได้ศึกษาถึงกระบวนการสร้างเสาหินในยุคโบราณนั่นเอง

ปัจจุบัน เสาโอเบลิสก์ของอัยิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่บนโลก มีทั้งหมด 29 เสา ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์เอง 9 เสา ส่วนที่เหลือถูกขนย้ายไปตั้งตามประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป


👉สรุปสุดท้ายถ้าใครอยากจะเห็นเสาหินเสาหินโอเบลิสก์ แห่งอัสวาน Unfinished Obelisk เสาหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้  เป็นขวัญตาก่อนตายก็ลองเก็บเงินแล้วไปเที่ยวดูที่อียิปต์ก็แล้วกันนะครับหรือไม่งั้นก็ดูในภาพเอาแล้วก็นึกจินตนาการภาพเอาว่ามันใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน มันก็ได้อรรถรสและอารมณ์ในการรับชมฟังอ่านได้เหมือนกัน

สวนทวารเพื่อความบันเทิง งานวิจัยที่ศึกษาพิธีกรรมการสวนทวารที่ปรากฎบนเครื่องปั้นดินเผาของอารยธรรมมายา


สวนทวารเพื่อความบันเทิง งานวิจัยที่ศึกษาพิธีกรรมการสวนทวารที่ปรากฎบนเครื่องปั้นดินเผาของอารยธรรมมายา


บทความนี้เป็นงานวิจัยของนักวิจัยที่ชนะรางวัลโนเบลที่เขาวิจัยเกี่ยวกับชาวมายาสวนทวารหรือสวนดาก ละครับเพื่อความบันเทิงแต่ก็ยังว่าแล้วนะครับการทำอะไรที่ผิดลักษณะวิปริตแบบนี้มันก็ต้องมีที่มาที่ไป เขาบอกว่าเพื่อเสพสิ่งมึนเมานอกจากทั้งปากแล้วก็เอามาส่วนทวารอีกเพื่อให้ยาหรือสมุนไพรนั้นเข้าไปกระตุ้นอะไรต่างๆนานานะครับในการวิจัยนี้คุณก็ลองอ่านดูรายละเอียดในบทความแล้วกัน

งานวิจัยที่ศึกษาพิธีกรรมการสวนทวารที่ปรากฎบนเครื่องปั้นดินเผาของอารยธรรมมายา เป็นงานวิจัยที่เพิ่งได้รับรางวัล Ig Nobel Prizes 2022 ในสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยมี ดร.นิโคลัส เฮลมุธ (Nicholas Hellmuth) เป็นผู้วิจัย


แต่มันเป็นอะไรที่วิปริตรวิปลาสไปหมดแม้แต่ในยุคสมัยโบร่ำโบราณอาณาจักรมายาอันรุ่งเรืองก็ยังมีเหตุการณ์กิจกรรมแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนนะครับอาจจะไม่ทั้งหมด 

#ชาวมายาสวนทวารเพื่อความบันเทิง
นักวิจัยชนะรางวัลอิกโนเบล หลังศึกษาการสวนทวารเพื่อนันทนาการของชาวมายาผ่านเครื่องปั้นดินเผา

การสวนทวารเป็นกระบวนการทางการแพทย์รูปแบบหนึ่งที่ใช้รักษาผู้คนโดยทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่า ในอดีต ผู้คนจากอารยธรรมมายาเคยมีกิจกรรมสวนทวารเพื่อนันทนาการและทำให้มึนเมามาก่อนด้วยนะ แถมทำกันในที่สาธารณะด้วย


งานวิจัยที่ศึกษาพิธีกรรมการสวนทวารที่ปรากฎบนเครื่องปั้นดินเผาของอารยธรรมมายา เป็นงานวิจัยที่เพิ่งได้รับรางวัล Ig Nobel Prizes 2022 ในสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยมี ดร.นิโคลัส เฮลมุธ (Nicholas Hellmuth) เป็นผู้วิจัย

ดร.เฮลมุธ ทำการศึกษาการสวนทวานในอารยธรรมมายาผ่านการวิเคราะห์ภาพบนเครื่องปั้นดินเผาจากศตวรรษที่ 6-9 เช่น บนแจกัน เหยือก เป็นต้น

เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้มักถูกพบที่ประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก ซึ่งหลายชิ้นมักจะปรากฎภาพศิลปะที่เป็นฉากของคนกำลังเมาเหล้าโดยที่มีคนอื่นช่วยจับตัวไว้อยู่ สะท้อนว่าพวกเขาในอดีตเคยสังสรรค์มึนเมากันอย่ามาก และบางชิ้นก็มีฉากพิธีสวนทวารอยู่ด้วย 

ด้านนักวิจัยจึงวิเคราะห์ว่า ภาพกิจกรรมสวนทวารที่แฝงอยู่ในงานศิลปะคือหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าผู้คนจากอารยธรรมมายามีพิธีกรรมการสวนทวารเพื่อการสันทนาการและทำให้ตัวเองมึนเมา


“พวกเขาใช้ยาสวนทวารเพื่อเอาแอลกอฮอล์และยาหลอนประสาทเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมันง่ายกว่าการดื่มจากปาก” ดร.เฮลมุธ ระบุ 

“ในบางฉากบนเครื่องปั้นดินเผา ปรากฎภาพที่ผู้คนถูกเห็นว่าโดนสวนทวานโดยผู้อื่น ในขณะที่คนอื่นๆ ก็กำลังจัดการทำให้ตัวเองเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม กิจกรรมนี้จะไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว” ผู้วิจัยเสริม ก่อนจะเน้นย้ำว่าการสวนทวารในอารยธรรมมายาคือกิจกรรมที่ทำได้ในพื้นที่สาธารณะ

หลังรับรางวัล ดร.เฮลมุธได้ประกาศแบ่งปันรางวัลนี้กับ ปีเตอร์ เดอ สเม็ต (Peter de Smet) นักชาติพันธุ์วิทยาคนแรกที่บันทึกหลักฐานว่ามีการใช้สวนทวารเพื่อวัตถุประสงค์ด้านนันทนาการและพิธีกรรมในช่วงทศวรรษ 1980

Ig Nobel Prizes คืองานประกาศรางวัลที่ล้อเลียนเวที Nobel Prize และมอบเกียรติให้แก่งานวิจัยที่ที่มีลักษณะ ‘ความสำเร็จที่ทำให้คนขำก่อน และทำให้พวกเขาขบคิดในเวลาต่อมา’ หรือก็คืองานที่อาจดูไร้สาระเมื่อเห็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ไร้คุณค่าทางวิทยาศาสตร์


แต่ถ้าเรามองในมุมกลับคนเลยนะคนในอาณาจักรมายาโบราณอาจจะท้องผูกขี้ไม่ออกแต่ก็เลยสร้างพิธีกรรมสวนทวารสวนดากเพื่อเพื่อให้ขี้ออกก็เป็นไปได้นะครับในทำเป็นพิธีกรรมกิจกรรมกลางแจ้งแข่งขันกันอะไรในทำนองนี้ 


ลองชมดูลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาและรูปปั้น แล้วก็ลองมาพิจารณาจินตนาการเอานะครับว่ามันจะบันเทิงเริงรม ขนาดไหนเอาอะไรๆยัดเข้าไปในรูทวารสวนไปสวนมา นึกภาพแล้วมันไม่บันเทิงเลยนะอาจจะทวารแหกอันตรายถึงกับบาดเจ็บก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ไขปริศนาจากภาพยนตร์เรื่อง MOONFALLดวงจันทร์พุ่งชนโลกได้หรือไม่ ?


ไขปริศนาจากภาพยนตร์เรื่อง 'MOONFALL' : ดวงจันทร์พุ่งชนโลกได้หรือไม่ ?

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เคยฉายในโรงคือเรื่อง “Moonfall วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก” มันเป็นหนังภัยพิบัติที่เล่าเรื่อง ดวงจันทร์ที่กำลังจะพุ่งเข้าหาทำลายโลก เพราะถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน จนทำให้วงโคจรของดวงจันทร์เปลี่ยนไป โดยในเรื่องมีนักบินอวกาศที่ถูกส่งออกไปนอกโลกเพื่อไปช่วยมวลมนุษยชาติ และนักวิทยาศาสตร์ที่คอยหาวิธีหยุดหายนะนี้ ซึ่งพวกเขามีเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
จากภาพยนตร์ไซ-ไฟ เรื่อง Moonfall เลยได้กระตุ้นให้เกิดคำถามว่า ในทางวิทยาศาสตร์จริง ๆ แล้วดวงจันทร์สามารถชนกับโลกได้หรือไม่? ผมจึงไปหาคำตอบและพบว่าคำตอบสั้น ๆ คือ “ได้!” 


ดวงจันทร์สามารถพุ่งชนโลกและทำให้เกิดหายนะร้ายแรงได้ แต่หากจะให้ตอบจริง ๆ แล้วมันค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยากมาก ๆ แล้วเพราะอะไรกัน?

ในความจริงแล้ว ดวงจันทร์และโลกอยู่ในวงโคจรที่มั่นคง "มีความสมดุลระหว่างโลกกับดวงจันทร์" Dr Tony Cook นักฟิสิกส์จาก Aberystwyth University กล่าวว่าทั้งดวงจันทร์และโลกมี “จุดสมดุลที่เรียกว่าบารีเซ็นเตอร์ (barycentre) และทั้งสองก็หมุนรอบจุดนั้น”

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย ๆ เราอาจคิดถึงรางรถไฟสองราง โลกและดวงจันทร์เปรียบเสมือนรถไฟในราง วิ่งไปคู่กัน ถ้าไม่มีอะไรมาทำให้มันเปลี่ยนแปลง รางรถไฟคู่นั้นจะวิ่งไปด้วยกันตราบนานเท่านาน

แต่จักรวาลนั้นกว้างใหญ่ และมันก็เต็มไปด้วยพลังที่จะทำให้เกิด “อุบัติเหตุ” ได้ พลังนั้นคือ “แรงโน้มถ่วง”  โลกถูกยึดไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ก็ถูกยึดไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก วันหนึ่งหากระบบสุริยะของเราเคลื่อนไปในอวกาศ และพบกับอะไรบางอย่างที่ใหญ่พอ ๆ ดาวพฤหัสหรือมากกว่า มันอาจเข้ามารบกวนวงโคจรของเราได้ เนื่องจากยิ่งวัตถุขนาดหนาแน่นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีแรงโน้มถ่วงที่รุนแรง เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ดึงดูดดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางต่าง ๆ มันก็อาจทำให้ดวงจันทร์เปลี่ยนวงโคจรเข้าหาโลกก็เป็นไปได้ ทุกวันนี้ 

นักดาราศาสตร์รู้เส้นทางของวัตถุต่าง ๆ ในระบบสุริยะเป็นอย่างดี แต่อวกาศนั้นกว้างใหญ่เกินไป หนทางข้างหน้าในอนาคตจึงไม่อาจมีใครรู้


แต่สิ่งที่รู้คือ หากดวงจันทร์จะพุ่งชนโลก มันจะไม่พุ่งเข้าชนเหมือนอุกกาบาต แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนวงโคจรเข้าใกล้โลกเหมือนน้ำวนที่กำลังวนลงหลุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนห่างออกจากโลกราว 3.8 เซนติเมตรต่อปี

แต่ข่าวดีคือจากตอนนี้ไปอีกกว่าหลายพันล้านปีข้างหน้า ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล โลกจะยังคู่กับดวงจันทร์เสมอไป ยังคงเป็นสิ่งสวยงามบนท้องฟ้ากลางคืนและทำให้น้ำขึ้นลงเหมือนเดิม

Rjukan เมืองที่มืดมิดที่สุด สร้างกระจกราคา 18 ล้านสะท้อนแสงอาทิตย์เพื่อให้เมืองอยู่รอด


Rjukan เมืองที่มืดมิดที่สุด สร้างกระจกราคา 18 ล้านสะท้อนแสงอาทิตย์เพื่อให้เมืองอยู่รอด

บางทีเราคิดว่าเมืองที่มืดมิดแบบนี้มันก็ดีนะครับมันจะทำให้เรารู้สึกอยากนอนตลอดเวลาเพราะว่าอากาศมันคล้ายๆกลางคืนผมว่ามันก็มีดีเหมือนกันนะครับRjukan เมืองที่มืดมิดที่สุด 


ในขณะที่คนไทยทุกคนอยากให้แดดในประเทศไทยร้อนน้อยลงกว่านี้บ้าง หรือหายๆ ไปเลยก็ยิ่งดี แต่สำหรับในบางประเทศ บางเมือง คุณอาจไม่รู้หรอกว่า พวกเขาต้องการแสงอาทิตย์มากแค่ไหน เพราะถ้าหากว่าคุณต้องอาศัยอยู่ในเมืองที่ไม่มีแสงแดดเลยจริงๆ มันจะดีอย่างที่คุณคิดหรือเปล่า ?


นี่คือเรื่องราวของเมือง Rjukan ที่ตั้งอยู่ห่างจากออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 3 ชั่วโมง และเมืองๆ นี้เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความมืดมิดที่สุดในโลก


เมือง Rjukan มีประชากรอยู่อาศัยราว 3,386 คน ซึ่งชื่อของเมืองนี้ได้มาจากน้ำตก Rjukan ที่มีความสูงถึง 104 เมตร และยังเป็นแหล่งสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับเมืองแห่งนี้อีกด้วย


"อย่ารอช้า! สินค้ามีจำนวนจำกัด รีบมาชมและเป็นเจ้าของ [สินค้า] ได้แล้วที่โชว์เคสของเรา ก่อนของจะหมด"

ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping 

บน TikTok สิ! 

https://vt.tiktok.com/ZSBM4ovyH/

ส่วนสาเหตุที่เมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มืดมิดที่สุดก็คือ ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงเดือนมีนาคม แสงอาทิตย์บนท้องฟ้าจะไม่สามารถสาดส่องมายังเมืองโดยตรงได้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมืองนั้นอยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ


ในความเป็นจริงแล้ว เมือง Rjukan และเกือบทั้งประเทศนอร์เวย์ แทบจะมีเวลากลางวันตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นแต่ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม เนื่องจากปรากฏการณ์ “อาทิตย์เที่ยงคืน” แต่สิ่งที่เมือง Rjukan แตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในนอร์เวย์ก็คือการที่เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา ที่บดบังแสงอาทิตย์ที่จะสาดส่องมายังเมืองโดยตรง จนทำให้เมืองแห่งนี้มืดมิดแทบจะตลอดเวลา


แน่นอนว่าชาวเมืองต้องการแสงแดด ซึ่งนอกจากจะให้ความอบอุ่นแก่ชาวเมืองแล้ว ยังเป็นแหล่งวิตามินดีที่สำคัญอีกด้วย ทางเมือง Rjukan จึงลงทุนใช้เงินจำนวน 5 ล้านโครนนอร์เวย์ หรือประมาณ 18.3 ล้านบาท เพื่อติดตั้งกระจกที่จะสะท้อนแสงแดดเข้ามาสู่เมือง


กระจกเหล่านี้ถูกติดตั้งอยู่เหนือเมืองประมาณ 450 เมตร โดยเป็นกระจกกระจกพลังงานแสงอาทิตย์ ที่สามารถจับความเคลื่อนไหวตามดวงอาทิตย์ เพื่อให้สะท้อนแสงแดดลงสู่เมืองได้อย่างถูกต้อง

ผลลัพธ์ก็คือ กระจกได้กลายเป็นเหมือนดวงอาทิตย์เทียมที่ช่วยส่องแสงสว่างลงสู่เมืองที่มืดมิดได้นั่นเอง

หนึ่งในชาวเมือง Rjukan ที่เคยอาศัยอยู่ตั้งแต่ตอนที่เมืองยังมืดมิดไม่มีแสงจากกระจก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมแทบไม่เคยคิดถึงแสงแดดเลย แต่สิ่งนี้มันช่วยให้เมืองอบอุ่นขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ มันให้จิตใจคุณอบอุ่นไปด้วย”


จริงๆ แล้วไอเดียนี้เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูว่า จะเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ และมันจะทำได้แค่เพียงสะท้อนแสงอันริบหรี่จากดวงอาทิตย์เท่านั้น

ในขณะที่นักวิจารณ์อีกหลายคนก็เชื่อว่า มันจะช่วยให้เมืองอบอุ่นขึ้นได้จริง แถมยังเป็นจุดขายที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังเมืองนี้ได้อีกด้วย



และหากคุณคิดว่าไอเดียการติดตั้งกระจกจะเป็นไอเดียที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ล่ะก็ คุณคิดผิดถนัด เพราะไอเดียนี้เกิดขึ้นครั้งแรกโดย แซม ไอด์ ตั้งแต่ปี 1913 หรือเมื่อ 106 ปีที่แล้ว ซึ่งแซมเข้าใจถึงความสำคัญของแสงอาทิตย์และพยายามสร้างกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์มาแล้ว แต่โชคร้ายที่เขาทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งผ่านมานานกว่า 100 ปี ไอเดียนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในปี 2005 โดย มาร์ติน แอนเดอร์เซน ศิลปินชาวท้องถิ่นของเมือง และในปี 2013 กระจกเหล่านี้ก็ถูกติดตั้งได้สำเร็จ

ความมืดมิดมืดแสงสลัวมันก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างก็แล้วแต่คนชอบนะครับ ถ้าเป็นประเทศไทยอากาศร้อนแดดสว่างจ้าเราบางทีเราก็ไม่ชอบ


รายการบล็อกของฉัน