หน้าเว็บ

Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มนุษย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มนุษย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565

คุณเชื่อหรือไม่มนุษย์เรานี้ ถูกสร้างขึ้นมมาโดยกลุ่มมนุษย์ต่างดาว ที่เรียกตัวเองว่าอานันนาคี (Anunnaki)

มนุษย์เรานี้ ถูกสร้างขึ้นมมาโดยกลุ่มมนุษย์ต่างดาว ที่เรียกตัวเองว่าอานันนาคี (Anunnaki)

เรื่องนี้มีที่มา เมื่อนักภาษาศาสตร์
ชื่อว่า Zecharia Sitchin เจ้าของหนังสือดัง ๆ มากมายหลายเล่ม และ
Zecharia Sitchin แกเป็นภาษาศาสตร์แกก็เลยเอาเวลาว่างไปนั่งอ่านแผ่นดินเหนียวคูนิฟอร์ม (cuneiform )

👉🏿แผ่นดินเหนียวโบราณที่ใช้บันทึกเรื่องราวในอารยธรรมสุเมเรี่ยนโบราณ พอศึกษาไปสักพัก Zecharia Sitchin ก็เชื่อและหาเหตุผลสมมติฐานไปว่า...

มนุษย์ ถูกสร้างขึ้นมมาโดยกลุ่มมนุษย์ต่างดาว ที่เรียกตัวเองว่าอานันนาคี (Anunnaki)เหล่าทวยเทพในตำนานชาวสุเมเรี่ยน

คุณ Sitchin ไม่ลดละความพยายามเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามรอยอารยธรรมที่เชื่อกันว่าเป็นอารยธรรมที่มาจากนอกโลก ไม่วาจะเป็น สโตนเฮนจ์ โบราณสถานเทียฮัวนาโค มาชูปิกชู พีระมิด รวมไปถึงอารยธรรมโบราณของสุเมเรี่ยนซึ่งได้ระบุว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากดาวนิบิรู 

👉🏿จากการถอดรหัส อักษรคูนิฟอร์มมากกว่าสองพันชุดที่จารึกเรื่องราวในดินแดนแถบอ่าวเปอร์เซียเอาไว้ บางจารึกมีอายุถึงหกพันปี บางจารึกก็แตกหักไม่สมบูรณ์แถมยังกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก มีจารึกคูนิฟอร์มชิ้นนึงที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในประเทศเยอรมณีกล่าวถึงราย ละเอียดทางดาราศาสตร์บางประการ โดยเฉพาะที่ชี้ว่าโลกถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดหากนับจากดาวพลูโตนี่แหละ ครับ ฟังแล้วน่าทึ่งจริงๆ เพราะอายุของจารึกคูนิฟอร์มนี้มันมีอายุล่วงเลยเข้าไปตั้งสี่พันกว่าปีแล้ว

👉🏿ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งค้นพบดาวพลูโตและนับมันเป็นดาวเคราะห์ ดวงหนึ่งในระบบสุริยะเมื่อเร็วๆ นี้เอง ชาวสุเมเรียนโบราณเค้ารู้จักดาวพลูโตกันได้อย่างไร น่าทึ่งนะครับ ยังมีสิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกครับ ในจารึกของชาวสุเมเรียนโบราณบอกไว้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขามาจากห้วงท้องฟ้า ที่เรียกกันว่านิบิรุ

👉🏿พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจาก นิบิรุพาพวกเขาเดินทางลงมายังโลก แล้วก็ปล่อยให้ชาวสุเมเรียนโบราณเหล่านี้ ใช้ชีวิตเริ่มต้นอารยธรรมกันบนดินแดนเมโสโปเตเมีย ก่อนที่เหล่าผู้สร้างจะกลับไปยังดาวนิบิรูดังเดิม และปล่อยให้ชาวสุเมเรี่ยนพัฒนาอารยธรรมและสังคมสืบต่อกันมาเอาเอง

👉🏿มาถึงตรงนี้ ก็เล่นเอานักวิทยศาสตร์ปัจจุบันงงเป็นไก่ตาแตกกันไปเลย เพราะอยู่ ๆ ก็มีข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้กว่า 6 พันปี บอกว่า พวกเราเนี้ย ถูกเอามาปล่อยไว้ที่โลกโดยกลุ่มผู้สร้างที่เรียกตัวเองว่าอานันนาคี

👉🏿หลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าจากอวกาศ ก็คือแผนที่ครับ เป็นแผนที่โลกจารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวอายุอานามกว่าหกพันปี มีเส้นรุ้งเส้นแวงครบถ้วนตามกระบวนการทำแผนที่ยุคปัจจุบันเด๊ะ เพียงแต่ลักษณะของทวีปต่างๆ

ไม่เหมือนกับปัจจุบันเลยซักนิดเดียว มันคืออะไร? แผนที่โลกนี้เมื่อนมนานมาแล้วหรือว่าเป็นแผนที่ของดวงดาวอันไกลโพ้น ดวงดาวที่ Anunaki นำบรรพชนของเราลงมายังโลก

📒มีงานเขียนบางชิ้นกล่าวถึงการสร้างมนุษย์จากหลอดทดลอง มนุษย์ที่ว่าก็คือบรรพชนของเรานี่แหละครับ งานเขียนเหล่านั้นจะอ้างอิงคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเป็นหลัก

✝️อาศัยการตีความจากไบเบิลเท่านั้น แต่บันทึกของสุเมเรี่ยนเจ๋งกว่า เพราะมีทั้งเรื่องราวและภาพโครงสร้างของ DNA อยู่อย่างเสร็จสรรพ(รออ่านนะครับ กำลังรวบรวมข้อมูล) ชาวสุเมเรียนโบราณรู้เรื่อง DNA ตลอดจนวาดภาพโครงสร้างของมันออกมาได้อย่างไรครับหากเขาไม่เคยเห็นมาก่อน?


⁉️คำถามสุดท้ายสำหรับช่วงนี้คืออนาคตของมนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไป ทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศกำลังมีน้ำหนักและอิทธิพลต่อความเชื่อของคนยุคปัจจุบัน มากขึ้นทุกที หลายคนเริ่มคล้อยตามในขณะที่บางคน บางกลุ่ม โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจยอมรับมันมานานแล้ว เราอาจถูกสร้างโดยพระผู้สร้างผู้เดินทางมาจากอวกาศ สักวันเราจะมีโอกาสเจริญรอยตามพระผู้สร้างได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้มนุษย์เราได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย

เรียกได้ว่าก้าวหน้าทั้งศาสตร์และศิลป์จนทำให้บัลลังก์ของพระเจ้าจากอวกาศ เริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว ที่สำคัญคือสันดานก้าวร้าวในตัวมนุษย์รวมถึงนิสัยชอบก่อสงครามนี่แหละจะทำ ให้มีปัญหาขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ส่วนหนึ่งเกิดปีกกล้าขาแข็งและคิดจะวัดรอยเท้าพระ เจ้าขึ้นมา?

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565

Lion-man หรือที่เรียกว่า Löwenmensch เป็นรูปแกะสลักงาช้างแมมมอธยุคก่อนประวัติศาสตร์

Lion-man หรือที่เรียกว่า Löwenmensch เป็นรูปแกะสลักงาช้างแมมมอธยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงตำนานโบราณที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บูชา ถูกค้นพบในถ้ำในเยอรมนีในปี1939 และถือเป็นรูปปั้น zoomorphic (มาจากภาษากรีก อธิบายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสัตว์) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกประมาณ 40,000 ปี ที่ทำจากงาช้างแมมมอธ

รูปแกะสลักมีความสูง 31 เซนติเมตร มีส่วนหัวของสิงโตถ้ำที่มีลำตัวบางส่วน โดยยืนตัวตรง ขาและแขนอยู่ด้านข้างของลำตัว มีไหล่ที่แข็งแรงแบบเดียวกับสะโพกและต้นขาของสิงโต และมองพุ่งตรงไปข้างหน้า ซึ่งแสดงถึงพลังลึกลับที่อยู่เหนือธรรมชาติธรรมดา และอาจเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันซึ่งไม่มีอยู่ในรูปแบบทางกายภาพ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความคิดเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม รูปแกะสลักที่พบแรกๆบนร่างกายมีการสึกหรอบางส่วน

ย้อนกลับไปในตอนต้นของยุค Upper Paleolithic ประมาณ 40,000 ปีที่แล้ว เทือกเขาSwabian Jura เป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศที่อาศัยอยู่โดยมนุษย์สมัยใหม่ (anatomically modern humans) สายพันธุ์ Homo sapiens กลุ่มเล็ก ๆที่เคลื่อนตัวผ่านหุบเขาหินผาสูงชันจากยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย โดยล่าสัตว์แมมมอธ กวางเรนเดียร์ กระทิง ม้าป่าและเหยื่ออื่น ๆ ซึ่งพบหลักฐานเกี่ยวกับการยึดครองถ้ำของมนุษย์ในบริเวณนี้ จากร่องรอยของกองไฟ และ
เครื่องมือ อาวุธ และเครื่องประดับที่ทำจากหินกระดูกเขากวางและงาช้าง

ทางเข้าสู่ถ้ำ Stadel ที่อยู่เหนือพื้นหุบเขาเพียงไม่กี่เมตร ซึ่งรูปปั้น Löwenmensch ถูกพบในส่วนลึกภายในถ้ำแห่งนี้

พื้นที่สำคัญของศิลปะยุคน้ำแข็งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเมือง Ulm และเมือง Blaubeuren ในเขต Schwaebische Alb (Swabian Alb) ของเยอรมนี ในหุบเขาของแม่น้ำ Ach และ Blau และหุบเขา Lonetal ซึ่งพบรูปสิงโต / มนุษย์ที่มีชื่อเสียงในถ้ำ Hohlenstein-Stadel

การขุดถ้ำทั้งสี่แห่งในบริเวณดังกล่าว ((Geißenklösterle, Hohle Fels, Hohlenstein-Stadel และ Vogelherd) ได้เผยให้เห็นวัตถุรูปแกะสลักขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ที่แกะสลักด้วยงาช้างแมมมอธ โดยใช้เครื่องมือหินซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักล่าในยุคนั้น 

ซึ่งรูปแกะสลักเหล่านี้แสดงให้เห็นหมีถ้ำ และสิงโตถ้ำ ที่เป็นสัตว์นักล่าที่อันตรายที่สุดของมนุษย์

รวมทั้ง รูปปั้นที่แสดงถึงรูปแบบหญิงโบราณ (เรียกว่า "วีนัส") ที่เป็นวัตถุชิ้นเดียวซึ่งแสดงให้เห็นถึงรูปมนุษย์ ซึ่งโดยรวมแล้ว สิ่งประดิษฐ์ที่แกะสลักเหล่านี้เป็นคอลเล็กชันศิลปะแบบพกพาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีภาพสัตว์ขนาดเล็กเช่น นกและปลา


แต่รูปแกะสลักงาช้างที่สูงที่สุดและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ " Lion Man " ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานครึ่งคนครึ่งสัตว์ (therianthropic) โดยรูปสลักถูกค้นพบในปี 1939 ในวันสุดท้ายของการขุดถ้ำ Hohlenstein-Stadel ในหุบเขา Lonetal จากนั้นเมื่อเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง กิจกรรมทางโบราณคดีก็หยุดชะงักลง จนกว่าสามสิบปีต่อมา ในที่สุดนักโบราณคดีก็จำได้ว่าชิ้นงาช้างเป็นส่วนหนึ่งของรูปแกะสลัก และก่อนจะได้รับการบูรณะก็อีกสองทศวรรษผ่านไป

ปัจจุบัน " Lion Man " อยู่ใน Ulmer Museum เมือง Ulm ประเทศเยอรมนี
ถูกค้นพบในถ้ำ Stadel ใน Lonetal บนภูเขา Hohlenstein ประเทศเยอรมนี โดยมีขนาดจริงสูง 28.1 ซม. กว้าง 6.3 ซม. หนา 5.9 ซม.

ทั้งนี้ ในแกะสลัก " Lion Man " ศิลปินจะต้องมีทักษะสูงและคุ้นเคยกับโครงสร้างของเขี้ยวแมมมอธอย่างมาก โดยรูปแบบของประติมากรรมที่ถูกสร้างขึ้นสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากลักษณะของงาช้าง เช่น ส่วนโค้งและช่องเยื่อด้านในระหว่างขา มีการคาดว่ารูปสลักจะต้องใช้เวลาในการแกะถึง 400 ชม. หรือประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอสมควรสำหรับศิลปะหนึ่ง ดังนั้น สำหรับสังคมนักล่า ประติมากรรมนี้ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ทางศิลปะ แต่ยังมีความหมายมากในทางพิธีกรรมด้วย

ส่วนถ้ำ Hohlenstein-Stadel ที่พบ " Lion Man "นั้น เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศเหนือและไม่ได้รับแสงแดด อากาศหนาวและความหนาแน่นของเศษซากที่สะสมจากกิจกรรมของมนุษย์นั้นมีน้อยกว่าที่อื่น ๆ มาก แต่ Lion Man กลับถูกพบในห้องด้านในที่มืด โดยมีฟันแตกๆของจิ้งจอกอาร์กติกเพียงไม่กี่ซี่และชิ้นส่วนของกวางเรนเดียร์อยู่ใกล้ ๆ ลักษณะเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้ำ Stadel ถูกใช้เป็นสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันรอบกองไฟ เพื่อแบ่งปันความเข้าใจโดยเฉพาะเกี่ยวกับโลกผ่านความเชื่อที่เป็นสัญลักษณ์ในรูปสลักและถูกแสดงในพิธีกรรม

ทั้งนี้ ในปี 2009 มีเรื่องเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผจญภัยของ " Lion Man " จากการขุดค้นใหม่ในถ้ำ Stadel ทำให้นักโบราณคดีค้นพบสถานที่เก็บรักษา

ในอดีตของรูปปั้นอีกครั้งที่ถูกระบุไว้ในปี 1939 ที่สามารถเก็บชิ้นส่วนได้อีกมากมายจากที่เดิมนี้ และยังพบขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายอย่างในการสร้าง Lion Man ขึ้นมาใหม่ด้วย (2012-13)

" Lion Man " ต้นฉบับ ประติมากรรมซึ่งตอนนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น ได้รับการบูรณะเกือบทั้งหมด และเผยให้เห็นรายละเอียดมากกว่าในตอนแรกๆ สิ่งนี้ทำให้นักโบราณคดีมีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคบางอย่างที่เกี่ยวข้องในการสร้าง นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงลู่ทางใหม่สำหรับการตีความร่วมสมัย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากผู้สร้างด้วย

ซึ่งนักโบราณคดีกล่าวว่า Lion Man นั้น เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันสำหรับความเชื่อทางศาสนา และถ้ำ Stadel แสดงให้เห็นว่าการเชื่อและการเป็นเจ้าของนั้นมีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และมีต้นกำเนิดมานานก่อนจะได้รับการบันทึก ต่อมาในปี 2017 UNESCO ยอมรับให้ถ้ำ Stadel และพื้นที่อื่น ๆ ของเขต Swabian เป็นแหล่งมรดกโลกที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติทั้งมวล

มุมมองด้านใน (ซ้ายไปขวา) ของถ้ำ Bockstein มุมมองด้านหน้าของ Hohlenstein Stadel และมุมมองด้านหน้าของถ้ำ

Curator Jill Cook introduces the 40,000-year-old sculpture of lion man. A figure made of mammoth ivory with the body of a man and the head of a cave lion.

รายการบล็อกของฉัน